วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เร่งอัตราเผาผลาญ สลายไขมัน แบบ เทพสายฟ้า THOR



                  เร่งการเผาผลาญแบบเทพธอร์



สำหรับในบทนี้ ผมจะมาพูดถึง วิธีการ แบ่งเวลาการกิน เพื่อที่จะให้ระบบเผาผลาญ

ของเรา ทำงานได้ดี และ เป็นการเร่งระบบเผาผลาญ หลายๆท่านคงเคยได้ยินมาว่า 

นักกีฬา หรือคนที่เล่นเวท จะทานอาหารมากมื้อ ยกตัวอย่าง พระเอกChris 

Hemsworth จากภาพยนต์ชื่อดัง Thor เทพสายฟ้า ด้วยความที่แต่

ก่อนผมเคยได้รับ หนังสือ Man Health เป็นประจำ ก็เลย เคยได้อ่านบทความ 

เล่มนึง ของ นิตยสาร ฉบับนี้ ที่ได้พูดถึงการออกกำลังกาย การเวท การเตรียมตัว 

เพื่อ ที่จะมาถ่ายทำ หนังเรื่องนี้ ซึ่งในเรื่องการออกกำลังกาย เท่าที่ผมจำได้ ส่วน

ใหญ่ จะเป็นการ เอา ค้อน ตีล้อยาง ในส่วนนี้เราจะคงไม่ได้พูดถึงกันในวันนี้ เอาไว้

พูดในวันหลัง สำหรับการ เล่นเวท  สำหรับ ในจำนวนคำถามนึง ที่มีการถามถึง   

พระเอก Chris Hemsworth ว่ามีวิธีการ ไดเอต ยังไง ถึงทำให้มี

กล้ามเนื้อ ที่ชัด ลีนได้ในเวลา อันรวดเร็วเช่นนี้  ซึ่ง หลายคน อาจจะคิดว่า คือการ

ควบคุมอาหาร เยอะๆ กินน้อยๆ ซึ่งคำตอบที่ได้คือ เค้า กิน 6 มื้อต่อวัน โดย พระเอก

Chris Hemsworth ยังพูดติดตลกว่า สิ่งที่ยากที่สุด คือ 

การพยายาม กินเข้าไปให้ได้ครบ ทั้ง 6 มื้อ เพราะ มัน กินไม่ลงแล้ว  ในจุดนี้ ถามว่า

ทำไมผมถึงเอามาพูด ถึงการควบคุมน้ำหนัก กับการกิน ของ  Chris Hemsworth



ที่ผมมาพูดในจุดนี้ เพราะว่า การกินจำนวนมากมื้อ นั้นเป็นการเพิ่ม อัตราเผาผลาญ   
สิ่งที่ผมอยากจะ บอกวันนี้ เป็น เทคนิค หนึ่ง ที่ใช้ได้ผล สำหรับการควบคุมน้ำหนัก   

นั้นคือการ เพิ่มอัตราเผาผลาญ โดยการ กิน 5 มื้อ  สำหรับในการกิน อาหาร 5 มื้อ 

นั้น เราจะแบ่ง การกิน อาหารออกเป็น 5 ช่วงเวลา โดยให้กินอาหาร เป็น % ของ
 สารอาหารที่ควรได้รับต่อวัน 
-        
               ในตอนเช้า ในทานอาหาร เป็นจำนวน 25% ของพลังงานที่ได้รับในวันนั้น
               
              ในตอนสายๆ ให้ทานอาหาร เป็นจำนวน 10%ของพลังงานที่ได้รับในวันนั้น
              
              ในตอน เที่ยง ให้ทานอาหาร เป็นจำนวน 30 %ของพลังงานที่ได้รับในวันนั้น
     
                            ในตอนบ่ายๆให้ทานอาหาร เป็นจำนวน 10% ของพลังงานที่ได้รับในวันนั้น
    
              ในตอนเย็น ให้ทานอาหาร เป็นจำนวน 25 %ของพลังงานที่ได้รับในวันนั้น




ซึ่ง การทานจำนวนมากมื้อ แต่ในปริมาณ ที่จำกัด ไม่ให้เกิน 30%เนื่องจาก 

ระบบของร่างกาย ที่หากเราทานอาหาร มากกว่า 30%ของที่ร่างกายมีความ

ต้องการในแต่ละวันแล้วส่วนที่ เกินกว่า  30%ร่างกายจะนำไปเก็บสะสมในรูป

อื่นแทน ซึ่ง ก็หมายถึง จะสะสมในรูป ไกลโคเจน และไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่มันเป็น

ไขมัน  ดังนั้น หากเรา ซอย มื้ออาหาร ให้เป็น  5 มื้อ แต่ ไม่เกิน มื้อละ  30% ก็

ไม่ต้องกลัวว่า ร่างกายจะเอาพลังงานที่เหลือ ไปเก็บสะสมในรูปของไขมัน ซึ่งก็

เป็นเหตุผลที่ทำให้ เราสามารถ ควบคุมระบบเผาผลาญเราให้ดีขึ้น และ ไม่ต้องไปอดอาหารอะไร

สำหรับการ ในบทนี้ เป็นสาระ เล็กๆน้อยๆ ที่ผมได้เคยอ่านมาจากหนังสือ

 Man Health ก็ขอยกความดีความชอบให้กับ นิตยสารนี้ไปนะครับ ส่วน

การ จัด มื้ออาหาร ออกเป็น 5 มื้อ แบบนี้ ก็เป็นเทคนิค ของ โค้ช เป้ง จาก  

Ez2Fit ที่ผมเคยได้อ่าน มา ก็ขอขอบพระคุณ สำหรับหนังสือ ดีๆ และ โค้ชดีๆ ที่ ให้ความรู้ผ่านหนังสือเหล่านั้นนะครับ 

สำหรับในบทต่อๆไป ผมอาจจะมาพูดในเรื่องต่างๆ อาจจะมีในเรื่อง การออก

กำลังกาย การวิ่ง การเวท หรือแม้แต่ การใช้ยา ซึ่ง ก็อาจจะยังไม่ได้เป็นหมวดหมู่ 

นัก ในใจผม ผมอยากจะเขียน ในเรื่อง การออกกำลังกาย การเวท และการควบ

คุมน้ำหนัก  รวมทั้งเรื่องยา แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ แต่ ตอนนี้ ผมก็ยัง แยกแยะ 

หมวดหมู่ไม่ค่อยได้ ก็ จะค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆนะครับ จริงๆในเรื่องการวิ่ง การ

เวท มีอะไร ที่น่าสนใจอยู่มาก ที่อยากจะเขียน แต่ติดว่า อยากจะเขียนไปในทาง

การควบคุมน้ำหนัก ไปก่อน เพราะเดี๋ยวมันจะดูกระโดดไปมา ยังไม่อยากไปแตะ 

กิจกรรมในการลดน้ำหนัก กลัวว่า คนอ่านจะงงกัน

ในบทนี้ ผมก็ขอฝากไว้เท่านี้นะครับ สำหรับ บทความ ถ้ามีคนอ่าน แล้วเกิดเป็น

ประโยชน์ก็ขอให้ ความดีนั้น ตกแก่ท่าน ขอจบไว้เพียงเท่านี้นะครับ

ขอบพระคุณครับ


 michele levesque

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เทียบระหว่าง การควบคุมแป้งน้ำตาล และการควบคุมไขมัน ประเภทไขมัน HDL LDL มีหน้าที่อย่างไร





การลดแป้งน้ำตาล และ การลดไขมัน


สำหรับการหลายคนที่ทำการควบคุมน้ำหนัก หลายคน ก็คงมีความคิดว่า สาเหตุของความอ้วน หลักๆมัน

คือ การรับไขมันที่มากเกินไป โดยพยายามที่จะทำการเลี่ยงการทานไขมัน ของทอด จนในบางครั้ง ที่

ทำอาหารทอด ก็จะใช้วิธี การ ใช้ทิชชู่ซับน้ำมัน แต่ที่อยากจะบอกว่า น้ำมันเหล่านั้น ได้อยู่ใน อาหาร

เรียบร้อยแล้ว แต่ที่เราซับไป มันก็แค่ ภาพลวงตาเท่านั้น แถมเรายังได้รับสารพิษ จากทิชชู่เข้าไปโดย

ไม่รู้ตัวอีกด้วย  ทีนี้เราจะมาเข้าเรื่องกันนะครับ สำหรับ การควบคุมน้ำหนัก เราควรจะให้ความสำคัญใน

การ ลดแป้งและน้ำตาล หรือ การลดไขมันมากกว่ากัน  ในปัจจุบัน มีงานวิจัยออกมา ซึ่งผลของงานวิจัย

นั้น บอกว่า การที่เราทำการ ลดแป้ง โดยที่ไม่ได้รวมถึงน้ำตาลด้วยนั้น มีผลเป็นการ ควบคุม ปริมาณ 

HDL
หรือที่เรียกว่า HIGH DENSITY LIPOPROTEINให้มากขึ้นกว่าการ ลด ไขมันได้ถึง  23% ซึ่ง 

 HDL
นั้นคือ อะไร HDLนั้น คือไขมันที่ดี ถ้าหากมีมาก จะทำให้ระบบหลอดเลือดมีความสะอาดขึ้น  

และ ทำให้อัตราความเสี่ยงของโรคหลอดเลือด ลดลง ด้วย HDL นั้น  ทำหน้าที่การวิ่งไปตามหลอด

เลือด ทำการ เก็บไขมัน คลอเลสเตอร์รอล และ ไขมัน LDL ไปไว้ในตับ ทำให้หลอดเลือดมีความ

สะอาดขึ้น ซึ่งผลของการที่มีหลอดเลือดที่สะอาดขึ้น ทำให้ หัวใจที่ทำหน้าที่ส่งแรงดัน เลือด ให้เลือด





ไขมันที่เรียกว่า LDL คืออะไร LDL หรือที่เรียกว่า LOW DENSITY 
LIPOPROTEIN หลายคนมีความเชื่อว่า เป็นไขมันเลว แต่ในความเป็นจริงแล้ว LDL นั้น 

คือไขมัน ที่ทำหน้าที่ในการ ไปรักษาอาการอักเสบ ในหลอดเลือด อาการอักเสบเหล่านี้เกิดจากการที่

เรา กินแป้ง และน้ำตาลเข้าไป  เมื่ออาการ อักเสบ หายแล้ว ร่างกายก็จะ ผลิต HDL ขึ้นมาก ทำหน้าที่ 

กวาดเอา LDL ไปที่ตับ เพื่อไป ผลิต เป็น ฮอร์โมนเพศ ฉนวนหุ้มปลายประสาท และ น้ำดี 

ในความคิดดั่งเดิม ที่คิดว่า LDL เป็นไขมันที่ไม่ดี นั้น อยากให้คิดใหม่ เพราะ หน้าที่ของ LDL

นั้นคือการรักษาหลอดเลือด แต่การอุดตันในหลอดเลือด นั้นเกิดจาก บริเวณที่อักเสบ นั้น มีไขมันไม่

อิ่มตัว หลายตำแหน่ง ซึ่งไขมันเหล่านี้ พร้อมกลายสภาพ จากการโจมตีของ อนุมูลอิสระ ทำให้มี เนื้อ

เยื่อ มีลิ่มเลือด รั่วออกมาทำให้เกิดไขมันอุดตัน ตามหลอดเลือดสมอง 





ในการควบคุมน้ำหนัก โดยให้ความสำคัญกับ การ ลด คาร์บ และน้ำตาลนั้น จะให้ผลในการ เพิ่ม 

ปริมาณ HDL มากกว่า การ ลดปริมาณ ไขมัน มากกว่าถึง 23% ดังนั้น ในการควบคุมน้ำหนัก จึงควรให้

ความสำคัญ กับการ ควบคุม แป้งและน้ำตาล มากกว่า การควบคุมไขมัน เพราะ ไขมันนั้น เราสามารถ

ทานได้ แต่ควรไขมันที่ดี เพราะไขมันที่ดีเป็นไขมัน ด้วยเหตุผลที่ว่า หากเราควบคุม อาหาร จำพวก 

แป้งและน้ำตาล จะทำให้ร่างกายไปสังเคราะห์พลังงาน ในรูป ของคีโตน มาใช้เลี้ยงสมอง แทน ซึ่งทำ

ให้เราได้ผลสองต่อ ในการ เพิ่ม HDL และ ลดน้ำหนักในเวลาเดียวกัน  ทั้งยังให้ผลในทางสุขภาพ 

ระบบหัวใจ และหลอดเลือดที่ดีกว่า การ ลดปริมาณไขมัน 

 
ซึ่งภัย จากการบริโภคในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่จะเป็น ภัยที่มาจาก การทาน อาหาร จำพวก ข้าวขาวและ

น้ำตาล  ซึ่งในปัจจุบันนั้น คนไทยเป็นมะเร็งที่ตับ จากแป้งและน้ำตาล จำนวนมาก  

ส่วนใหญ่ คนเราไม่ได้อ้วนเพราะไขมันที่เรากินเข้าไป แต่อ้วนจาก แป้ง และน้ำตาล ที่ร่างกาย กินเกิน

เข้าไปมากกว่า เพราะ น้ำมันที่เราทานเข้าไปนั้น มัน จะทานเข้าไปได้ยากกว่าการ ทานแป้งและน้ำตาล 

ซึ่งมันอร่อยกว่า มาก เรากิน แป้งและน้ำตาล ไปโดยไม่รู้สึกเอียนอะไรเลย แป้งและน้ำตาลนั้น สามารถ

แปลงเป็นไขมันได้ หากทานมาก เพราะร่างกาย ไม่สามารถ นำไปใช้ ได้หมด ก็จะเก็บเป็น ตรัยกลีเซอร์

รัย เก็บไว้ตาม เส้นใยไขมันเป็น ผลให้อ้วน ส่วนไขมันที่เราทานเข้าไปจริงๆแล้ว มันมีประโยชน์ในการส

ร้างฮอโมนส์เพศ น้ำดี ฉนวนปลายประสาท และอื่นๆอีกมาก ซึ่งทั้งนี้รวมไปถึง โคเลสเตอร์รอล ด้วย ที่

เป็น วัตถุดิบ ที่ร่างกายนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้มากโดยที่ เราพากันรังเกียจ สิ่งนี้  แต่หากเรา 

มีHDLที่มาก เราก็ไม่จำเป็นต้องกลัว สิ่งเหล่านี้  อีก เพราะ HDLจะทำการกวาดสิ่งเหล่านี้ ไปที่ตับ 

เพื่อเปลี่ยนเป็น ฮอโมนส์ต่างๆในร่างกายต่อไป  จึงควรให้ความสำคัญกับการควบคุมแป้ง ข้าวขาว 

น้ำตาล จะได้ผล ในการควบคุมน้ำหนัก และ ระบบหลอดเลือด จะทำงานดีขึ้น เป็นผลในทางการควบคุม

น้ำหนัก ที่ดี ต่อสุขภาพ และหัวใจ 




สำหรับบทนี้ผม ก็กลับมาเขียนบทความ อีกครั้ง เพราะ พ่อ สั่งให้มาเขียน หลังจาก เกียจคร้านมานาน 

ถ้ามีคน มาอ่านบ้าง และนำไปใช้ได้เป็นประโยชน์ ก็ขอให้ บุญที่ได้ส่งผลให้กับ ตา และ อาก๋ง 

ที่ผมรู้จัก ที่เพิ่งเสียไปเมื่อต้นปีนี้ด้วยนะครับ

ขอบพระคุณครับ 

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ลดน้ำหนัก กับ บีทอร์ค



สำหรับในบทนี้ หลังจากที่ไม่ได้อัพ บล็อกมาเป็นเวลานาน ก็นานเป็นเดือนๆเลยก็ว่าได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะหายไปไหนหรอกครับ ก็ยังนึกที่จะมาเขียน บล็อกอยู่แต่ว่าพอดีก็มี มาตอบคำถามให้กับ คนอื่นๆในเรื่องการลดน้ำหนักใน โซเชียลอื่นๆ อย่าง บีทอร์ค บ้าง ช่วงแรกผมก็ไปตอบแบบสนุกๆไม่ได้จะคิดอะไรมาก แต่ว่าก็มีคนมาถามมากจริงๆเรื่องการลดน้ำหนัก มีคนมีปัญหากันเยอะ ก็เลยไม่ได้มาอัพ บล็อกซักที บางทีบางวันมีคนแอดมาเป็นเพื่อนใน บีทอร์ค 40 กว่าคน แล้วก็จะถามคำถามเดิมๆ กับผมเสมอ จนผมก็งงว่า ทำไม ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด อันนี้ไม่นับเรื่องที่ยังมีคน ขายยาลดความอ้วนโดยจะอ้างตัวว่า เคยอ้วนแล้วเอารูปมาให้ดู เสร็จแล้วก็จะเสนอขายสินค้า บางรายที่ผมเจอใน บีทอร์ค ก็จะฉวยโอกาสขายของในระหว่างที่มีคนมาตั้งกระทู้คำถามเรื่องการลดความอ้วน ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังแปลกในอยู่ว่า ทำไมก็ยังมีคนเชื่อ ด้วยการถามกลับไปว่า ขายเท่าไหร่ ก็เลยมานึกว่าจริงๆแล้ว คนไทยเราส่วนใหญ่ที่มีปัญหาการลดน้ำหนัก แล้วไม่สามรถแก้ไขได้ เพราะไม่รู้ว่าปัญหามันคืออะไร ในบทนี้ ก็เลยอยากจะมาพูดถึงเรื่องพวกนี้ ที่เคยไปเจอมาใน บีทอร์ค
คำถามที่มักจะพบบ่อยใน บีทอร์คที่ผมไปเล่นมา คือ ลดน้ำหนักแล้ว ลดไม่ลงอีกเลย  คำถามที่ถามว่าลดน้ำหนักลงแล้ว แต่มันก็ไม่ลงอีก ถึงแม้ว่าจะออกกำลังเป็นประจำ คำตอบนี้ มันมีได้หลายอย่าง มีทั้งคำตอบที่เป็นในแง่ที่ดี คือคุณมาถูกทางแล้ว เพียงแต่ยังไม่เข้าใจว่า การควบคุมน้ำหนักสมัยใหม่ นั้นเรา ใช้การวัดขนาดสัดส่วนแทนการใช้ตาชั่งกันแล้ว ในการออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างถูกวิธีผลที่ได้แล้วทำให้น้ำหนักไม่ลง ก็เพราะ มันมีการแทนที่กันของกล้ามเนื้อ กับไขมันมันลงไป แต่กล้ามเนื้อมาแทนที คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจตรงนี้ แม้เราจะพูดบอกเค้า เค้าก็ยังไม่เชื่อ อยากที่จะไปชั่งน้ำหนักบนตาชั่ง เชื่อ ตาชั่งมากกว่า มันก็เลยเป็นความลำบากหากที่เราจะไปบอกเค้าให้เขาเชื่อ เพราะ การลดน้ำหนัก ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วคือ ต้องน้ำหนักลง คนส่วนใหญ่เชื่อแบบนี้ แต่ สมัยปัจจุบันเราไม่ใช้คำว่า การลดน้ำหนักกันแล้วนะครับ เราใช้คำว่าการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งมันมีความหมายที่ดีกว่า และมองไปที่ การลดไขมัน ที่เราเรียกว่า fat loss  ซึ่งน้ำหนักที่ลงไปเราจะไปเน้นที่ น้ำหนักของไขมัน ซึ่ง จะอยู่ที่ 7700 kal ต่อ 1 กิโล อาจจะมีคนถามว่า ได้ไง ไขมัน 1กรัมมัน 9 kal ทำไม ถึง ไม่ 9000 kal คำตอบคือ มันมีน้ำด้วยไงครับ  สำหรับการควบคุมน้ำหนักที่มีวินัย และ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และมีการเวท อย่างถูกต้อง น้ำหนักมันลงแน่นอนอยู่แล้ว   ยกเว้นแต่จะเป็นกรรมพันธุ์ ซึ่งมีส่วนที่น้อยมาก แต่ก็ยังสามารถควบคุมให้ดีขึ้นได้ ไม่ปล่อยไปตามยถากรรม  



การควบคุมน้ำหนักที่ไปทางที่เลวร้าย ที่ผมได้เจอและพูดคุยกับหลายๆคน ที่มักจะมีปัญหาและไม่เข้าใจกันก็คือ  บางคนบอก หนู อดอาหารแล้วออกกำลังกายทำไมมันไม่ผอมสักที
หลายคนมีความเชื่อที่ว่าอดอาหารแล้ว ออกกำลังกาย มันจะได้ลงเร็วๆ เพราะ กินก็ไม่กิน แล้วยังไปเอาพลังงานออกอีก หลายคนถามผมแบบนี้  ผมก็เลยตอบไปว่า มันไม่ลงหรอกครับ เพราะการที่เราไม่ได้มีพลังงาน จากการอดอาหาร แล้วเราไป ออกกำลังกายเพิ่ม ร่างกายมันก็มีความจำเป็นต้องใช้พลังงานจาก โปรตีน หรือกล้ามเนื้อแทน ซึ่งในที่นี้ เราก็รับรู้กันอยู่แล้วว่า ปริมาณกล้ามเนื้อเป็นตัวบอกว่า อัตราการเผาผลาญของเราจะมีมากน้อยยังไง นี้เลยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ อัตราเผาผลาญโดยรวมแย่  และทำให้ %ไขมัน มากขึ้น ถ้าน้ำหนักลง ก็ลงด้วยกล้ามเนื้อ และน้ำ เกลือแร่ อื่นๆ ไม่ได้ลงด้วยไขมัน ทำให้ เรากลายเป็นสะสมไขมันแทน กลายเป็นน้ำหนักลง แต่ไขมัน เพียบ น้ำหนักตาชั่งมันลงนะครับ แต่สัดส่วนทำไมมันไม่ลง ก็ไขมันมันใหญ่กว่า กล้ามเนื้อเยอะเลยครับ ในปริมาณน้ำหนักเท่ากัน  ไขมันจะใหญ่กว่าขนาดของกล้ามเนื้อในปริมาณเดียวกัน ถึงเกือบ 2เท่าครึ่ง คุณไปลดขนาดกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่เล็ก แล้วก็ไปเพิ่มสิ่งที่ใหญ่กว่า หรือที่เรียกว่าไขมันเข้าไปแทน ชาตินี้ก็ไม่อ้วน ทำไปนานๆ ก็กลายเป็น สับสนหาทางออกไม่เจอ แถมพอแนะนำไปก็ไม่เชื่อ ที่ไม่เชื่อเพราะไม่เข้าใจ ว่าทำไม  ยังคงเชื่อสิ่งเก่าๆอยู่ แล้วก็รอไม่ได้ที่จะไปทำตามสิ่งที่เราบอกไป สิ่งเลวร้ายที่สุดของคน ที่มีความเชื่อแบบนี้ คือ การไม่เปลี่ยน ยังจะไปหาทางที่เลวร้ายเสมอ ผมให้คำปรึกษา ไป แต่ก็ยังจะไปถาม คนขายยาลดความอ้วน ว่า ราคาเท่าไหร่ แล้วแบบนี้ จะลดได้ไม๋ครับ 
อีกคำถามนึงที่อยากจะยกเป็นตัวอย่างในเคตนี้คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับยาลดความอ้วน ที่มีการขายกัน ในท้องตลาดและ ในเวปต่างๆ แม้แต่ใน บีทอร์ค ที่จะมีแอบแฝงเสมอมา ด้วยคำที่ว่าเป็นยาที่ปลอดภัย มาจากธรรมชาติ เช่น ตัวอย่าง ชาของเรากินดีนะ กินแล้วน้ำหนักลง เห็นผลไว กินแค่ เดือนกว่า ลงไปเป็นสิบโล แล้วก็มีภาพนางแบบ อะไรก็ไม่รู้ ผอมจนเหมือนไม่ใช่มนุษย์ มาเป็นแบบให้  คนอ้วนเห็นแล้วก็ตาเหลือก อยากกิน ถามว่าราคาเท่าไหร่ ถ้าเป็นชนิดที่ลดไวหน่อยก็จะ แพง บางกล่อง  2500 3500 แพง มากๆ  อาจมีคนถามว่า ยาสมุนไพร มีประโยชน์ ใช้ได้ผลในการลดความอ้วนจริงนะ  ผมตอบอย่างนี้เลยนะครับ ว่ายา สมุนไพรที่มีผลในการลดความอ้วนมี ผลอย่างนั้นจริงครับ แต่ผลของยาสมุนไพรมันมีน้อยมาก น้อยจนบางทีเราไปเอาสาระอะไรกับมันไม่ได้เลย  แล้วอาจจะมีคำถามต่อมาว่า อ้าวแล้วทำไม บางคนกินแล้วได้ผล ผมก็ตอบตรงนี้เหมือนกันครับว่า มันเป็นยาสมุนไพรจริงหรือเปล่า มัน แอบใส่อะไรลงไปไม๋ครับ  ล่าสุดเมื่ออาทิตย์ก่อน มียาสมุนไพร ชื่อดัง ที่เป็นสูตรของอาจารย์คนนึง ขออณุญาติไม่ออกนาม โดนจับเพราะอะไรครับ โดนจับเพราะแอบใส่ สารแปลกปลอมไงครับ สารอะไรอาจจะมีคนถามต่อมา สารที่ว่า คือสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ประเภท 3 ในชื่อว่า sibutramine ที่ผมเคยเขียนในบทความมาแล้ว ที่มีอันตรายถึง ชีวิต มีผลต่อหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้ หัวใจมันวายเฉียบพลัน  คุณคิดเอาเองละกันนะครับ ว่าชาสมุนไพร หรือยาสมุนไพร ที่มีขาย ถ้ามันวิเศษ วิโส จริง ทางการแพทย์เขาขึ้นทะเบียน ขายกัน แล้ว วงการแพทย์เราไม่อยากให้ใครอ้วนหรอกครับ  อะไรก็ตามนะครับ ถ้ามันผิดปกติ มันมีอันตรายแน่นอน  ส่วนอีกคำถามนึงที่ผมได้เจอมา ขอปิดท้ายในบทนี้คือ  มีผู้หญิงคนนึง ถามว่า โอนามิ ที่มีการขายกันในทีวี ใช้ได้ผลไม๋จะไปซื้อมา  ที่เค้าบอกว่ามี เม็ดดอท มีใส่กาแฟ อะไรก็ไม่รู้  ผมบอกเลยว่า ไม่ได้ผล หลอกลวง  ขนาดกาแฟใส่ยาระบายเข้าไป ยังไม่ลงเลย แล้วประสาอะไรกับใส่ในเนื้อผ้า  แต่อาจจะมีคนถามว่า ทำไมยังโฆษณาขายกันได้ล่ะ ไม่มีใครจับ  จริงๆกฎหมายบ้านเรามันอ่อนครับ คือ โฆษณา ผิดกฎหมายเค้าก็ ปรับ ยอมเสียค่าปรับ ก็จบ เสียค่าปรับแค่ไม่กี่พัน กับที่เค้าขายหลอกขายได้ทั่วประเทศ ลองนึกดูว่า ถ้าเสียค่าปรับต่อการโฆษณา พันกว่าบาท แล้วมียอดขายทั่วประเทศเป็นล้าน เป็นคุณจะยอมเสียค่าปรับไม๋ครับ  อันนี้ขอบอกขอเตือนเลยนะครับว่า สิ่งเหล่านี้ในสังคมไทยที่หรอกคน ที่หาทางออกไม่ได้ มีมากเหลือเกิน  ในบทนี้ผมขอ ทิ้งไว้แค่นี้นะครับ  แต่ในบทหน้า ผมก็คงดูก่อนว่าอาจจะมาพูดเรื่องคำถามที่เคยได้เจอมาใน บีทอร์ค อีก เพราะผมคิดว่า มันน่าจะเป็นคำถามที่หลายๆคนอยากรู้ทีเดียว
ขอบพระคุณครับ